01 pibulsongkram

ภาพลักษณ์ของจอมพล ป. พิบูลสงครามในสายตาของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันคือเผด็จการทหารที่ควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นจอมพลที่ชอบออกกฎเกณฑ์ประหลาดๆ เช่น เปลี่ยนอักขระวิธีในภาษาไทย ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ “ภาษาวิบัติ” ในกลางทศวรรษที่ 2480 มีการวางระเบียบใหม่ให้ใช้คำสรรพนาม “ฉัน-ท่าน-เรา” ดังปรากฏข้อมูลในวิกิพิเดียฉบับภาษาไทยว่า

“มีการสร้างชาติด้วยวัฒนธรรมใหม่ โดยจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 เพื่อจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศ โดยประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ อาทิ สั่งห้ามประชาชนกินหมากโดยเด็ดขาด ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน ให้สวมหมวก สวมรองเท้า ไม่ส่งเสริมศิลปะและดนตรีไทยเดิมแต่ส่งเสริมดนตรีสากล ฯลฯ”

โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่ว่า “ไม่ส่งเสริมศิลปะและดนตรีไทยเดิมแต่ส่งเสริมดนตรีสากล” นั้น  กลายเป็นความเชื่อที่ถูกผลิตซ้ำหลายครั้งผ่านสื่อหลายชนิด เช่น ในหนังสือ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มหาดุริยกวีลุ่มเจ้าพระยาแห่งอุษาคเนย์ โดยอานันท์ นาคคง และ อัษฎาวุธ สาคริก (พิมพ์ พ.ศ. 2547) มีข้อความอ้างถึงคำบอกเล่าจากบุตรีหลวงประดิษฐไพเราะ (บรรเลง สาคริก) โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงจอมพล ป. ว่า

“…ท่านหันมาพิจารณาเรื่องศิลปะ เห็นว่าการดนตรีของไทยนั้นคร่ำครึ ล้าสมัย ป่าเถื่อน เป็นที่น่าอับอายแก่มวลมหามิตร ท่านก็เลยออกคำสั่งเป็นทางราชการ ห้ามเล่นเครื่องดนตรีไทยบางชนิดทั่วประเทศ จะเล่นได้ก็แต่ดนตรีสากลเท่านั้น…

การที่ทางการสั่งห้ามนักดนตรีไทยเล่นดนตรีไทยนั้นเป็นคำสั่งที่เด็ดขาด ขนาดที่จะแอบเล่นเองภายในบ้านก็ไม่ได้ เพราะถ้ามีเสียงดังลอดออกไปนอกบ้านอาจมีความผิด นักดนตรีไทยทุกคนรู้สึกเศร้าใจ ท้อใจ หมดกำลังใจ รู้สึกหมดอิสรภาพ ผู้ที่รักการดนตรีทั้งหลายหมดความสุขในชีวิต เสียดายอาลัยที่ศิลปะของชาติจะต้องสูญไป แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อยุคนั้น… ‘ทุกคนจะต้องเชื่อผู้นำ ชาติจึงจะพ้นภัย’”

ความเชื่อที่ว่า จอมพล ป. สั่งห้ามเล่นดนตรีไทยนี้ยังแพร่หลายมากขึ้น ผ่านภาพยนตร์เรื่อง โหมโรง (ออกฉายปีเดียวกับหนังสือหลวงประดิษฐไพเราะฯ) ที่เน้นย้ำให้ดูเหมือนกับว่ารัฐบาลขณะนั้นห้ามประชาชนเล่นดนตรีไทยโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะฉากท้ายๆ ที่หลวงประดิษฐไพเราะเดี่ยวระนาดในที่พำนักของตนเอง ยังถูกสร้างให้ดูเหมือนกับว่านั่นคือการจงใจ “ละเมิด” คำสั่งของรัฐบาลอย่างร้ายแรง จนทำให้พันโทวีระ (ซึ่งเพิ่งแสดงอาการคล้ายข่มขู่คุกคามท่านครูไปก่อนหน้านั้นบนเรือน) ถึงกับต้องตกตะลึงและหยุดชะงักด้วยความไม่พอใจอยู่ครู่ใหญ่

และคงไม่แตกต่างกันนัก ใน โหมโรง เดอะมิวสิคัล ที่กำลังแสดงอยู่ในขณะนี้ ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ดังเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของผู้ร่วมแสดงในรายการเนชั่นมิตรไนท์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม (ทาง Nation Channel)

เช่น สุประวัติ ปัทมสูต ให้สัมภาษณ์ว่า ละครเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของหลวงประดิษฐไพเราะในวัยชราที่ต้องเผชิญกับการกีดกันทางด้านการเมือง สุประวัติกล่าวถึงผู้นำรัฐบาลในสมัยนั้นว่า

“เขาก็ดูแล้วว่า วิวัฒนาการของประเทศนี้จะต้องเป็นอารยะ จะต้องก้าวต่อไปข้างหน้า จะต้องไม่กินหมาก ต้องสวมหมวก จะต้องไม่เอาไม้มาตีโน้งเหน่งโน้งเหน่ง มันไม่ใช่เสียงดนตรี”

สอดคล้องกับที่อนุสรณ์ มณีเทศ นักแสดงผู้รับบทพันโทวีระ กล่าวอย่างติดตลกไว้ว่า ตัวละครพันโทวีระนี้มีหน้าที่ “จับศรมาปรับทัศนคติ” และอธิบายสถานการณ์ในสมัยจอมพล ป. ไว้ว่า

“ประเทศมหาอำนาจรุกราน เราก็ต้องพยายามทำให้ประเทศเรานี้เป็นมหาอำนาจด้วยเหมือนกัน ด้วยการที่พยายามรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา ไม่ให้เล่นสิ่งที่มันคร่ำครึเช่นดนตรีไทยอะไรแบบนี้”

ก่อนอื่นควรทราบว่า นโยบายปรับปรุงศิลปะการดนตรีในสมัยนั้นไม่ได้เกิดจากดำริของจอมพล ป. แต่เพียงผู้เดียว แต่มีบุคคลสำคัญในรัฐบาลให้การสนับสนุนอยู่ด้วย เช่น ทวี บุณยเกตุ และ เดือน บุนนาค ที่เสนอความเห็นชอบด้วยกับกฎหมายควบคุมการแสดง โดยให้ออกเป็นพระราชบัญญัติมีใจความสำคัญว่า “การแสดงใดที่เป็นการทำลายวัฒนธรรมของชาติหรือเป็นการเสื่อมต่อศาสนา และผิดประเพณีนิยมก็ควรห้าม”

(“บันทึกการประชุมกัมการวัธนธัมปรับปรุงและส่งเสิมการดนตรีและละคอน น วันที่ 11 กันยายน 2485” ใน หจช. ศธ. 0701.5.1/15 การพิจารณาปรับปรุงกิจการเกี่ยวกับละคร และเครื่องสายไทย [พ.ศ. 2485-2488] อ้างใน พัฒนาการของโนราภายใต้นโยบายทางวัฒนธรรมของรัฐไทย พ.ศ. 2485-2530 โดย รัฐกานต์ ณ พัทลุง)

นอกจากนั้น คณะกรรมการผู้ดำเนินงานยังประกอบไปด้วยนักปราชญ์และบุคคลสำคัญ เช่น พระยาอนุมานราชธน หลวงวิจิตรวาทการ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร พระนางเธอลักษมีลาวัณ และ นายปิติ วาทยะกร เป็นต้น โดยกรรมการวัฒนธรรมปรับปรุงและส่งเสริมการดนตรีและละครเริ่มประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2485 ก่อนจะเข้าประชุมร่วมกับข้าราชการกองสังคีต กรมศิลปากรในเวลาต่อมา แล้วได้ข้อสรุปแนวทางดำเนินงาน 4 ประการ คือ

1) ให้ตั้งโรงเรียนสอนการดนตรีและละคร โดยผู้ที่เรียนจบจะได้ประกาศนียบัตรเป็นศิลปิน เพื่อใช้ประกอบวิชาชีพอย่างเป็นทางการ

2) ปรับปรุงการแสดงละครของไทยให้มีความเป็นสมัยใหม่ ตัดการแสดงโขนให้สั้นลง ปรับปรุงการแต่งกาย เช่น ให้สวมรองเท้า เป็นต้น (แต่ในการประชุมครั้งต่อมา ที่ประชุมเปลี่ยนมตินี้และตกลงให้การแสดงโขนคงรูปแบบเดิมไว้ เพียงแต่ให้สวมรองเท้า)

3) สำหรับดนตรีสากลให้จัดวงซิมโฟนี ออร์เคสตรา

4) ให้นักดนตรีไทยบรรเลงโดยการอ่านโน้ตแบบสากล และนั่งบรรเลงบนเก้าอี้

ในปีถัดมา หลังจากมีการออก พระราชกริสดีกากำหนดวัธนธัมทางสิลปกัมเกี่ยวกับการบันเลงดนตรี การขับร้อง และการพากย์ พุทธสักราช 2486 แล้ว กรมศิลปากรได้อาศัยอำนาจในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ออก กำหนดระเบียบการขออนุญาต การควบคุมการบันเลงดนตรีโดยเอกเทส การขับร้อง และการพากย์ ขึ้นใหม่ มีสาระสำคัญคือ

1) การบรรเลงดนตรีสากลทุกรูปแบบ รวมถึงวงโยธวาทิต แตรวง วงลีลาศ และการบรรเลงดนตรีไทยทั้งปี่พาทย์ เครื่องสาย มโหรี แตรสังข์ กลองชนะ สามารถจัดการบรรเลงได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

วงปี่กลองที่ใช้ในการกีฬาเช่นชกมวย และวงดุริยางค์ต่างชาติที่ใช้บรรเลงในงานต่างๆ ต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรก่อนล่วงหน้าเป็นเวลา 2 วัน

2) การบรรเลงดนตรีทุกชนิด หากทางกรมศิลปากรเห็นว่าจัดบรรเลงโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิชาหรือไม่เหมาะสมด้วยประการใดๆ จะสั่งให้แก้ไขใหม่หรือระงับการบรรเลงเสียเลยก็ได้

3) การขับร้องบทที่แต่งใหม่ ต้องขออนุญาตก่อนเป็นเวลา 3 วัน และส่งบทประพันธ์ให้ทางกรมศิลปากรเป็นจำนวน 3 ชุดด้วย และหากทางกรมศิลปากรเห็นว่าสมควรแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างใด ให้ผู้ประพันธ์ปฏิบัติตาม

4) ผู้บรรเลงดนตรี ผู้ขับร้อง และผู้พากย์ ต้องแต่งกายให้ถูกต้องตามรัฐนิยม ห้ามนั่งบรรเลง ขับร้อง และพากย์บนพื้นราบ ต้องจัดที่วางเครื่องดนตรีให้สามารถนั่งบรรเลงได้โดยเหมาะสม

5) การบรรเลงดนตรีทุกครั้งต้องอนุญาตให้เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเข้าชมได้ โดยเจ้าหน้าที่จะมีบัตรแสดงตัวเป็นสำคัญ

6) หลังจากวันที่ 8 มิถุนายน 2486 ผู้บรรเลงดนตรีทุกประเภท ทั้งสากลและไทย (ที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานรัฐ) ต้องมีประกาศนียบัตรวิชาชีพศิลปิน ซึ่งออกโดยกรมศิลปากร

7) ให้ข้าหลวงประจำจังหวัด (เว้นจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี) เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจในการอนุญาตและการควบคุมการบรรเลงดนตรี

จากข้อสรุปข้างต้น จะเห็นได้ว่าไม่มีข้อไหน “ห้าม” บรรเลงดนตรีไทยแต่อย่างใด มีแต่เพียงบทบังคับให้ขออนุญาตหรืออยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเท่านั้น อีกทั้งระเบียบนี้ยังไม่เลือกปฏิบัติ เพราะระบุไว้ชัดเจนว่าการบรรเลงดนตรี “ทุกชนิด” ทั้งไทยและสากล ต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้อย่างเคร่งครัด

ขณะที่การบังคับให้นักดนตรีไทยนั่งบรรเลงบนเก้าอี้อาจถกเถียงกันได้ถึงความเหมาะสม แต่ประเด็นเรื่องให้นักดนตรีไทยบันทึกและอ่านโน้ตเพลงสากลนั้น เห็นได้ชัดถึงความพยายามที่จะอนุรักษ์ดนตรีไทยให้ยั่งยืนด้วยการบันทึกโน้ตซึ่งส่งผลดีอย่างแน่นอน เพราะทำให้บทเพลงจำนวนมากไม่ถูกหลงลืมสูญหายไปในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องประกาศนียบัตรศิลปิน ทางกรมศิลปากรก็ตระเตรียมแก้ปัญหาด้วยการจัดอบรมให้ความรู้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ให้ศิลปินมีความรู้เทียบเท่าหลักสูตรชั้นปีที่ 4 ของ โรงเรียนสังคีตศิลปของกรมศิลปากร การอบรมนี้ใช้เวลา 90 วัน แล้วจึงจัดการทดสอบความรู้ โดยผู้ที่ได้คะแนน 50% ขึ้นไปจะได้รับประกาศนียบัตร

การอบรมครั้งแรกจัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2486 รับเฉพาะผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพระนครและปริมณฑล ส่วนศิลปินที่มีความสามารถแต่อยู่ห่างไกล มอบอำนาจให้ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นผู้พิจารณาออกใบประกาศนียบัตรชั่วคราวให้ก่อน

แต่การอบรมกลับถูกต่อต้านโดยนักดนตรีไทยหลายคน เช่น พระยาภูมีเสวิน คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ และแน่นอนว่ารวมถึงหลวงประดิษฐไพเราะด้วย (ณรงค์ เขียนทองกุล, การห้ามบรรเลงดนตรีในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ 9 พ.ศ. 2544)

แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดคือพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับนี้ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนักในทางปฏิบัติ เพราะหลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงครามต้องลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2487 แล้ว นโยบายต่างๆ ที่วางไว้ก็ได้รับการยกเลิกทั้งหมด ซึ่งนั่นเท่ากับว่า พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับนี้มีอายุเพียงปีเศษๆ เท่านั้น

เช่นเดียวกับนโยบายเปลี่ยนอักขระวิธีไทย ซึ่งไม่ได้ส่งผลอะไรในเวลาต่อมา

นอกจากนั้น หากพิจารณาพระราชกฤษฎีกาฯ ปี 2486 อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่าในมาตรา 8 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรมทางดนตรีที่ต้องอยู่ในการควบคุมของกรมศิลปากรนั้น หมายถึง

“การบรรเลงดนตรี การขับร้อง และการพากย์ที่จัดทำเป็นอาชีพ มีรายได้ การแสดงในที่สาธารณะหรือในที่ที่มีคนดูจำนวนมากพอสมควร และมีลักษณะไม่ใช่เป็นการแสดงเพื่อความเพลิดเพลินส่วนตัว”

นั่นหมายความว่า การที่หลวงประดิษฐไพเราะบรรเลงระนาด ณ ที่พำนัก “ส่วนตัว” ในฉากท้ายๆ ของภาพยนต์เรื่อง โหมโรง ในความเป็นจริงแล้วไม่ขัดกับพระราชกฤษฎีกาฯ แต่อย่างใด ดังนั้น การที่พันโทวีระแสดงท่าทางเหมือนหลวงประดิษฐไพเราะกำลังกระทำสิ่งที่ “ขัดคำสั่ง” รัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การกล่าวหานโยบายของจอมพล ป. ว่ากีดกันศิลปะการดนตรีไทยเป็นการกล่าวหาที่เกินกว่าเหตุ โดยไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาเลยแม้แต่น้อย

ทั้งยังสร้างความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีไทยอีกด้วย

(พิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 35 ฉบับที่ 1811 ประจำวันที่ 1-7 พฤษภาคม 2558)